คุณพ่อคุณแม่จะเตรียมตัวอย่างไรให้พร้อมกับการศึกษาของเด็กคนนึงที่เรารักที่สุด
สำหรับบทความนี้จะเล่าเรื่องผ่านการตัดสินใจของครอบครัวหนึ่ง
คุณชาย(40ปี) คุณหญิง(35ปี) และเด็กชายนิว (5 ขวบ)
คุณชายเริ่มคิดว่าจะต้องวางแผนเรื่องการเรียนให้กับเด็กชายนิวเพราะว่าในอนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน มีการแข่งขันสูง
คุณชายก็เลยเริ่มต้นคิดว่าเส้นทางของน้องนิวควรจะเป็นอย่างไรดี
เพราะทุกวันนี้มีทางเลือกในการศึกษาเยอะเหลือเกิน เราเลยลองแบ่งเส้นทางออกเป็น 4 ระดับการศึกษา
ได้แก่
กลุ่มแรก Standard (รัฐบาล) โรงเรียนและมหาวิทยาลัยรัฐบาลในประเทศ
กลุ่มสองPrivate (เอกชน) โรงเรียนและมหาวิทยาลัยเอกชนในประเทศ
กลุ่มสาม Regional (ภาษาอังกฤษ) เรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ และเข้าสู่มหาวิทยาลัยในภูมิภาคเอเชีย เช่นสิงคโปร์หรือฮ่องกง
กลุ่มสี่ Global (อินเตอร์) หลักสูตรอินเตอร์ในประเทศ และระดับมหาวิทยาลัยในสหรัฐหรืออังกฤษ
ตัวอย่างรายละเอียดตามตาราง

เมื่อเห็นอนาคตที่ไม่แน่นอน และอยากให้น้องนิวได้รับสิ่งที่ดีที่สุด คุณชายจึงตัดสินใจเลือกแบบปานกลางค่อนข้างสูง ก็คือเริ่มต้นจากในระดับเอกชนแล้วค่อยๆวางแผนเส้นทางให้น้องนิวไปสู่ระดับมหาวิทยาลัยในสิงคโปร์ และถ้าเขาไหวก็จะเตรียมไปสู่มหาวิทยาลัยที่สหรัฐหรือว่าอังกฤษ
หลายคนบอกว่าเงินเฟ้อด้านการศึกษาควรเป็นเท่าไหร่ดี บางที่บอกว่า 5% บางที่บอกว่าเท่าๆกับเงินเฟ้อนั่นแหละ ความจริงไม่มีคำตอบที่ถูก เพราะว่าอัตราเงินเฟ้อด้านการศึกษาเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา
จากการศึกษาล่าสุดของธนาคารกลางที่สหรัฐชี้ให้เห็นว่า บางช่วงก็เฟ้อสูงกว่า บางช่วงก็ต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป

สำหรับในบ้านเราก็คงไม่แตกต่างกัน
ก็เลยสรุปว่าตัวเลขนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละคน ถ้าเซฟๆหน่อยเก็บเงินเผื่อเยอะๆก็ตั้งอัตราเงินเฟ้อไว้สูงหน่อยแต่ถ้าไม่อยากเวอร์มากก็ตั้งไว้ให้ใกล้กับเงินเฟ้อทั่วไปก็น่าจะเพียงพอ (3%)
ความจริงค่าใช้จ่ายส่วนนี้แต่ละบ้านแตกต่างกันมาก บางคนเรียนพิเศษเยอะ บางคนมีค่าใช้จ่ายเดินทาง บางคนบ้านอยู่ใกล้ค่าใช้จ่ายเดินทางน้อย เป็นต้น
ถ้าเราจะลองประเมินกันแบบคร่าวๆก็คือใช้ตัวเลข 30 – 100% ของค่าเล่าเรียน
สำหรับคุณชายวางแผนไว้ดังนี้
ช่วงประถม ตั้งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 100% ของค่าเทอม
ช่วงมัธยมถึงมหาวิทยาลัยตั้งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 50% ของค่าเทอม
ช่วงปริญญาโท 30% ของค่าเทอม

รวมค่าใช้จ่ายตลอดการศึกษาอยู่ที่ 25 ล้านบาท OMG
แน่นอนว่าในการวางแผนที่เราเห็น เป็นแบบจ่ายเองทั้งหมด แต่ในความเป็นจริง เราสามารถใช้วิธีการสอบเพื่อชิงทุนในการศึกษาบางส่วนได้ โดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นสูงเช่นปริญญาโท หรือค่าใช้จ่ายบางส่วนของปริญญาตรี แน่นอนว่าส่วนนี้ก็ต้องดูศักยภาพของน้องนิวในอนาคตด้วยเช่นกัน
คุณชายก็เลยต่อรองส่วนของปริญญาโทออกไปก่อน เผื่อว่าในอนาคตจะมีช่องทางทุน หรือช่องทางในการทุ่นค่าใช้จ่ายในอนาคต ออกไปประมาณ 12 ล้าน
สรุปตัวเลขได้ว่า
ทุนที่ควรจะต้องมีอย่างแน่ๆ คือ 10-13 ล้านบาท
และในส่วนของปริญญาตรีมหาวิทยาลัยในเอเชีย คิดแบบเลขกลมๆจะอยู่ที่ 8 ล้านบาท
มี 3 สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องคำนึงถึงในการวางแผนด้านการศึกษา
ค่าใช้จ่ายส่วนนี้ โดยปกติคุณพ่อคุณแม่จะแบ่งเงินไว้ในเงินฝาก หรืออย่างมากก็เอาไว้ในตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะว่าแผนลงทุนที่มีความผันผวน มักไม่ค่อยเหมาะกับค่าใช้จ่ายส่วนนี้
เงิน 8 ล้าน ส่วนนี้สามารถเลือกได้เลยว่าอยากเก็บแบบไหน
เงินฝาก สลากออมสิน ตราสารหนี้ ประกันชีวิต
สำหรับครอบครัวที่ไม่เน้นความซับซ้อน จะใช้สินทรัพย์กลุ่มนี้เพื่อวางแผนให้กับเด็กๆ คุณพ่อคุณแม่บางคนอยากเน้นวินัยในการเก็บออมมากๆก็จะไปที่ผลิตภัณฑ์ที่ล็อคเงินไว้แบบยาวๆเลย อย่างเช่นประกันชีวิตแบบที่มีมูลค่าหรือแบบประกันควบการลงทุน(ยูนิตลิงค์)
กองทุนรวม
เนื่องจากกองทุนรวมมีระดับความเสี่ยงและผลตอบแทนหลากหลายมาก เทคนิคที่เราแนะนำก็คือถ้าระยะเวลากว่าจะถึงเป้าหมายอยู่ที่ 10 ปีขึ้นไป เราสามารถเริ่มต้นด้วยการลงทุนที่เสี่ยงหน่อยได้ อย่างเช่นนั้นลงทุนที่กองทุนหุ้น และเมื่อใกล้จะถึงเป้าหมายก็ค่อยๆเพิ่มสัดส่วนที่เป็นกองทุนที่ผันผวนน้อยอย่างเช่นกองทุนตราสารหนี้เข้ามามากขึ้น
กองทุนรวมที่ได้ประโยชน์ทางภาษี
เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่นำไปใช้ในการวางแผนได้ ตัวอย่างเช่นกองทุน Thai ESG ซึ่งตอนนี้มีเงื่อนไขให้ถือครอง 5-8 ปี ซึ่งนับว่าพอดีกับการถอนเงินออกมาใช้ในช่วงมหาวิทยาลัย แถมยังได้ลดหย่อนภาษีด้วย
ทั้งหมดที่วางแผนมา ไม่ว่าจะเป็น 13 หรือ 25 ล้าน จะไม่มีทางไปถึงเลยหากผู้ปกครองคนใดคนหนึ่งเกิดเหตุไม่คาดฝันก่อน
ดังนั้นคุณชายและคุณหญิงจึงต้องพิจารณาเรื่องทุนประกันชีวิตให้กับน้องนิวด้วย วงเงินรวมทั้งหมดจะเป็นตัวตั้งต้นในการกำหนดทุนประกัน
แบบจ่ายทิ้งรายปีไม่มีเงินคืน แบบนี้เป็นแบบที่มีค่าใช้จ่ายน้อย แต่ผู้ปกครองหลายคนจะแอบเสียดายเพราะว่าเป็นแบบประกันที่ไม่มีเงินคืนให้เลย แต่สามารถช่วยตอบโจทย์ได้ในต้นทุนที่ไม่แพง
เมื่อดูอายุของคุณชายและคุณหญิง จะอยู่ที่ 40,000 – 100,000 บาทต่อปี ต่อทุนประกัน 10 ล้านบาท
รูปแบบนี้เป็นแบบที่มีทั้งทุนประกันและเบี้ยประกันที่จ่ายไปไม่ได้จ่ายทิ้งแต่สะสมเป็นมูลค่าไว้ในอนาคตได้ด้วย กรณีของคุณชายและคุณหญิง เบี้ยประกันต่อ 10 ล้านจะอยู่ที่ 200,000 – 800,000 บาท (แล้วแต่แบบประกันขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการจ่ายเบี้ยและสัดส่วนของการสะสมทรัพย์)
สัญญาตัวนี้เป็นส่วนที่มีความยืดหยุ่นสูง โดยหลักการก็คือ ลูกค้าจ่ายเงินเข้ามา หักในส่วนของค่าความคุ้มครอง ส่วนที่เหลือก็จะนำไปสะสมไว้ในกองทุน
นั่นแปลว่า ลูกค้าสามารถเลือกได้ทั้งระยะเวลาในการชำระเบี้ย ทุนประกันที่ต้องการ และนโยบายในการลงทุน (ตามหลักการเสี่ยงมากเลยมากเสี่ยงน้อยได้น้อย)
ตัวเลขคร่าวๆกรณีคุณชายและคุณหญิงเบี้ยประกันต่อ 10 ล้านจะอยู่ที่ 100,000 – 200,000 บาท
ในส่วนนี้เราจะจำลองภาพให้ว่าคุณชายเป็นหัวหน้าครอบครัวเป็นหลัก ดังนั้นเงินที่ใช้เพื่อการศึกษาจะมาจากคุณชาย คุณชายตัดสินใจซื้อประกันชีวิตให้กับตัวเอง
ทั้งคู่ควรจะมีทุนประกัน 13 ล้านบาท
เพื่อให้เข้าใจง่ายๆเร็วๆ สมมุติว่าให้คุณชายเป็นกำลังหลัก ทำประกันคนเดียวไปก่อน
คุณชายเลือกแบบประกันชีวิตแบบที่มีมูลค่าเงินคงที่การันตี
จ่ายเบี้ยประกันปีละ 330,500 บาท

เนื่องจากมูลค่าในประกันชีวิต เป็นจำนวนเงินที่แน่นอน ไม่ต่างกับการฝากเงิน
ดังนั้นการเก็บเงินลงทุนในส่วนนี้จึงสามารถรับความเสี่ยงได้มากขึ้น เช่น ลงทุนในกองทุนหุ้นได้ล้วน ๆ
เช่น กองทุนหุ้นทั่วโลก เป็นต้น

สรุปว่า คุณชายเตรียมเงินในแต่ละปี 563,109 บาท
วางแผนไว้เลย 13 ปี คิดคร่าวๆเป็นเงินรวม 7,320,000 บาท
ได้อะไรบ้าง…


ถ้านับสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงๆ ในช่วง 10-15 ปีที่ผ่าน เท่าที่พอจะหาข้อมูลได้ มีหลายตัวเช่น
บิตคอยน์
อันนี้คือราคาบินไปพระจันทร์หรือดาวอังคารแล้ว แต่ว่าข้อจำกัดคือ ถ้าในบ้านเราจริงๆ หน่วยงานที่กำกับดูแลเพิ่งมาได้ไม่นาน และย้อนไปเมื่อ 10 ปีก่อน เชื่อว่ากระแสยังไม่ได้ตื่นเต้นขนาดนี้
ทองคำ
เป็นอีกหนึ่งสินทรัพย์ที่เป็นที่เชื่อถือมายาวนาน สามารถใช้ได้เช่นกัน แต่ข้อกังวลของบางคนคือ เนื่องจากทองคำเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ มีปัจจัยพื้นฐานที่ส่งผลต่อราคาสลับซับซ้อน คือมีหลายปาร์ตี้มาส่งผลต่อราคา
หุ้น
ปัจจัยพื้นฐานคำเดียวที่นิยามว่าทำไมหุ้นเป็นสินทรัพย์ที่เติบโต นั่นคือ “การเป็นผู้ประกอบการ” ซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนโลกเรามายาวนาน และหากดูไปที่สินทรัพย์ที่ “ใหญ่มากพอ” และ “เชื่อถือได้มากพอ” ก็ต้องเป็นการลงทุนในดัชนีหุ้นทั่วโลก
สำหรับเครื่องมือการลงทุนผ่านกองทุนรวมในไทยที่เราพอเก็บข้อมูลได้ นั่นคือกองทุน ES-WDEQ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ผ่านมา ตรงกับโจทย์ได้พอดี
ผลตอบแทนที่ผ่านมาเป็นอย่างไร?
กองทุนหุ้น ที่ผ่านมาถ้าลงทุนแบบ DCA ทุกเดือนเป็นเวลา 15 ปี (เข้าทางรูปแบบออมเงินเพื่อการศึกษาพอดี) จะได้ผลตอบแทนรวม 132% หรือคิดเป็นผลตอบแทน IRR อยู่ที่ 10%


https://www.kasikornresearch.com/th/analysis/k-social-media/Pages/school-CIS3491-FB-10-05-2024.aspx
https://www.chulatutor.com/blog/bangkok-christian/
https://www.nus.edu.sg/registrar/administrative-policies-procedures/undergraduate/undergraduate-fees
© All Rights Reserved 2024